fbpx

รู้หรือไม่? เกียร์มีทั้งหมดกี่ประเภท แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร

รู้หรือไม่? เกียร์มีทั้งหมดกี่ประเภท แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร

คุณเคยสงสัยกันหรือไม่? ว่าแท้จริงแล้วรถยนต์ที่เราใช้งานกันทุกวันนั้นมีเกียร์ทั้งหมดกี่แบบ แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร วันนี้เพชรยนต์จึงนำบทความนี้มาเพื่อแชร์เพื่อไขข้อสงสัยให้ทุกท่านได้เข้าใจเกียร์แต่ละแบบว่าแตกต่างกันอย่างไร แต่ละแบบมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร

เกียร์ 2 ประเภทหลักที่หลายคนรู้จักกันคงจะหนีไม่พ้นเกียร์อัตโนมัติ (เกียร์ Auto) และเกียร์ธรรมดา (เกียร์ Manual) แต่เกียร์ 2 ประเภทนี้ยังมีประเภทย่อยออกไปอีก ซึ่งหลายท่านอาจจะยังไม่รู้ว่าประเภทย่อยของเกียร์นั้นมีอะไรบ้าง การใช้งานแตกต่างกันอย่างไร และซื้อรถเกียร์อะไรจะตรงต่อการใช้งาน และคุ้มค่ากับเรามากที่สุด ไปอ่านกันเลย!

ประเภทที่ 1 เกียร์อัตโนมัติ หรือเกียร์ Auto

เกียร์อัตโนมัติ หรือเกียร์ Auto สามารถแยกประเภทย่อยได้หลักๆ 4 ประเภทด้วยกันได้แก่

1. เกียร์อัตโนมัติ CVT ย่อมาจาก Continuously Variable Transmission คือ เกียร์อัตโนมัติที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในรถเก๋งประเภท Sedan 4 ประตูในเมืองไทย เกียร์อัตโนมัติ CVT เป็นเกียร์ที่มีอัตราทดแปรผันตามความเร็ว ใช้ รอก หรือ พูลเลย์ (Pulley) 2 ตัวในการขับที่จะช่วยทำให้การเร่งความเร็วเป็นไปได้อย่างราบรื่น พร้อมทั้งยังช่วยทำให้เราสามารถประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงได้อีกด้วย

2. เกียร์อัตโนมัติ Torque Converter คือ เกียร์อัตโนมัติที่เรียกว่าเป็นเกียร์อัตโนมัติยุคแรกเริ่มเลยทีเดียว เกียร์อัตโนมัติ Torque Converter ถูกใช้งานมาอย่างยาวนาน โดยเกียร์ประเภทนี้จะใช้ชุดทอร์กคอนเวอร์เตอร์ ทำงานร่วมกับของเหลว หรือน้ำมันเกียร์เพื่อส่งพลังงานเปลี่ยนเกียร์ทดแทนการใช้คลัทช์ในระบบเกียร์ธรรมดา (Manual) โดยของเหลวจะถูกส่งผ่านไปยังชิ้นส่วนที่มีลักษณะเหมือนใบพัดเพื่อหมุนเปลี่ยนเป็นพลังงานให้กับชิ้นส่วนหนึ่งเชื่อมกับเพลาข้อเหวี่ยงที่ติดกับเครื่องยนต์ และอีกชิ้นส่วนที่ติดกับเกียร์

3. เกียร์อัตโนมัติแบบคลัทช์คู่ DCT ย่อมาจาก Dual Clutch Transmission ระบบเกียร์นี้จะนิยมใช้ในรถที่มีสมรรถนะสูงๆ หรือรถที่ใช้ในสนามแข่ง แต่ในปัจจุบันนิยมนำมาใช้ในรถยนต์ทั่วไปมากขึ้น โดยคนทั่วไปเลื่องลือกันว่าการใช้งานเกียร์รูปแบบนี้ใช้งานง่าย สะดวก เปลี่ยนเกียร์ได้เร็วกว่าเกียร์รูปแบบอื่นๆ โดยเกียร์อัตโนมัติแบบคลัทช์คู่ DCT จะแยกออกเป็น 2 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่ เกียร์ DCT แบบคลัทช์เปียก และเกียร์ DCT แบบคลัทช์แห้ง

4. เกียร์กึ่งอัตโนมัติ AMT ย่อมาจาก Automated Manual Transmission ชื่อเรียกอาจจะทำให้ใครหลายคนสงสัยว่าแท้จริงแล้วมันคือเกียร์อะไรกันแน่นะ หรือมันมีเกียร์ทั้งสองแบบมาในรถยนต์คันเดียวหรือเปล่า แท้จริงแล้วเกียร์รูปแบบนี้นั้นจะพูดให้เข้าใจได้ง่ายเลยคือ เกียร์กึ่งอัตโนมัติ AMT นี้คือระบบเกียร์ที่จะทำให้เกียร์ธรรมดาเป็นแบบอัตโนมัติ คือการใช้งานคลัตช์ในการเปลี่ยนเกียร์ โดยในตัวรถจะมีแป้นคลัตช์ที่อยู่บริเวณซ้ายสุด ขณะเปลี่ยนเกียร์ผู้ขับขี่จะต้องทำการเหยียบแป้นนี้เพื่อทำการเปลี่ยนเกียร์

ไม่เพียงเท่านี้เกียร์อัตโนมัติ หรือเกียร์ Auto ยังสามารถแยกความแตกต่างได้อีก 2 รูปแบบคือ

1. เกียร์อัตโนมัติแบบตรง เกียร์รูปแบบนี้จะพบบ่อยในรถแบรนด์ของญี่ปุ่น เช่น Honda และ Nissan เป็นต้น โดยเกียร์รูปแบบนี้จะแอบใช้งานยากกว่าเกียร์อัตโนมัติแบบขั้นบันได้ เพราะเกียร์มีลักษณะเป็นทางตรงทั้งหมด อาจจะทำให้ความแม่นยำน้อยลงเวลาเปลี่ยนเกียร์ และอาจจะทำให้เราเปลี่ยนเกียร์ผิดพลาดได้ในเวลาเร่งรีบ

2. เกียร์อัตโนมัติแบบขั้นบันได (Gate Type) สำหรับเกียร์อัตโนมัติแบบขึ้นบันไดในอดีตมักจะพบในนรถยนต์ที่มีราคาค่อนข้างสูง มีความลักซูรี่ เกียร์รูปแบบนี้จะมีการใช้งานง่าย และแม่นยำกว่าเกียร์อัตโนมัติแบบตรง เพราะการเปลี่ยนเกียร์ในแต่ละเกียร์ละแยกออกเป็นบล็อกของตัวเกียร์เอง แต่สำหรับในปัจจุบันได้นิยมนำมาใส่ในรถหลากหลายรุ่น ตั้งแต่ราคาถูกไปจนถึงแพง ทำให้เราเข้าถึงได้ง่าย และจับต้องได้ นับว่าเป็นเรื่องที่ดีเลยทีเดียว

ประเภทที่ 2 เกียร์ธรรมดา หรือเกียร์ Manual

เกียร์ธรรมดา หรือเกียร์ Manual เป็นเกียร์ยอดนิยมตั้งแต่อดีตยาวมาจนถึงในปัจจุบัน โดยจะนิยมมากที่สุดในหมวดหมู่ของรถกระบะ ด้วยที่ระบบกลไกของเกียร์ธรรมดานั้นไม่ยุ่งยากซับซ้อน และยังซ่อมบำรุงได้ง่าย ค่าใช้จ่ายถูกกว่าเกียร์รูปแบบอื่น ๆ เมื่อเกียร์ได้รับความเสียหายจึงเป็นที่นิยมมากอย่างแพร่หลาย

ข้อดีของเกียร์ธรรมดา (Manual)

  1. ระบบการทำงานของชุดเกียร์ไม่ยุ่งยากซับซ้อน
  2. สามารถซ่อมบำรุงได้ง่าย
  3. สามารถใช้งานได้นาน มีความทนทานสูง
  4. ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาถูก
  5. ขับขี่สนุก และได้สัมผัสถึงความเป็นนักขับอย่างแท้จริง

ข้อเสียของเกียร์ธรรมดา (Manual)

  1. เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินเราอาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาอย่างทันถ่วงที เพราะมือข้างขวาเราจับพวงมาลัย และมือซ้ายเราต้องบังคับที่เกียร์ตลอดเวลา
  2. ถ้าเราเป็นคนที่ต้องเดินทางไกลบ่อยๆ หรืออาจจะประสบปัญหารถติดอยู่เป็นประจำคงไม่ถูกใจเกียร์ธรรมดา (Manual) อย่าแน่นอน เพราะการขับขี่รถยนต์เกียร์ธรรมดานั้น เราจะต้องคอยเลี้ยงคลัตช์ตลอดเวลา อาจจะทำให้เราปวดเมื่อยขา หรือเท้ามากกว่าการขับขี่รถยนต์เกียร์อัตโนมัติ (Auto)
  3. เวลาที่เราจะขาย หรือนำไปตีเทิร์นเพื่อซื้อรถยนต์คันใหม่อาจจะได้ราคาต่ำกว่ารถยนต์เกียร์อัตโนมัติ (Auto)