fbpx

แสดงทั้งหมด 5 ผลลัพท์

รถเก๋งสมรรถะยอดเยี่ยม Mazda 2 มือสอง (มาสด้า 2 มือสอง)

Mazda Mazda 2 (มาสด้า 2 มือสอง) บริษัทเพชรยนต์จำหน่ายรถเก๋งมาสด้า 2 มือสอง รถสวย ปีใหม่ คุณภาพคัดเกรด A++ ราคาโดนใจ ฟรีดาวน์ ผ่อนสบายๆ เราจำหน่ายรถมือสองทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ รถมือสองคุณภาพดีมีให้คุณเลือกมากกว่า 400 คัน ออกง่าย อนุมัติไว พร้อมให้บริการแบบครบวงจร

บริษัทจำหน่ายรถมือสองที่ใหญ่ที่สุดในย่านมีนบุรี มีบริการจัดไฟแนนซ์ทุกธนาคารให้คุณได้เลือก พร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษเฉพาะที่เพชรยนต์ เเละมีพนักงานฝ่ายขายที่พร้อมให้บริการให้คำปรึกษาในการออกรถ ตลอดจนบริการหลังการขายที่ไม่เหมือนใคร เป็นต้น

ซื้อ รถเก๋ง มาสด้า 2 มือสอง (Mazda 2) คุณภาพเกรด A+ ต้องที่เพชรยนต์


Mazda 2 รถเก๋งสมรรถนะยอดเยี่ยม คุ้มค่า คุ้มราคาที่สุด

จุดกำเนิดของ Mazda (มาสด้า) ที่ดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี เริ่มต้นธุรกิจโดยคุณ Matsuda Jujiro นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นที่ผ่านการทำธุรกิจมาหลายอย่าง จนท้ายที่สุดได้มาประกอบธุรกิจยานยนต์ภายใต้ชื่อแบรนด์ Mazda ที่โด่งดัง พร้อมทั้งสร้างยอดขายอย่างล้นลามในหลายประเทศ

Mazda เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี ค.ศ. 1995 โดยตั้งฐานการผลิตที่โรงงาน Auto Alliance factory ในจังหวัดระยอง ประเทศไทย โดยมาสด้ารุ่นแรกที่ถูกผลิตขึ้นมาจำหน่ายมีชื่อรุ่นว่า มาสด้า อเซลา หรือที่คนไทยคุ้นชื่อกันว่า มาสด้า 3 (Mazda 3) เป็นรถเก๋งประเภท Sedan ขนาดเล็ก

มาสด้า รุ่นที่ 1 (2539 - 2545)

มาสด้า รุ่นที่ 1 เริ่มผลิตครั้งแรกในปี 2003 ภายใต้ชื่อรุ่น มาสด้า อเซลา เป็นรถเก๋ง Sedan มีขนาดเครื่องยนต์เลือกทั้งหมด 5 ขนาด ได้แก่ 1.4, 1.5, 1.6, 2.0 และ 2.3 ลิตร โดยมาสด้ารุ่นนี้จะมีความพิเศษตรงที่มีการออกแบบร่วมกับ ฟอร์ด โฟกัส (Ford Focus) และวอลโว่ S40 (Volvo S40) โดยเริ่มจำหน่ายครั้งแรกใน 7 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น, จีน, ไต้หวัน, ฟิลิปปินส์, โคลัมเบีย, อเมริกา และซิมบับเว

สำหรับรุ่นนี้ได้วางจำหน่ายครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2004 ซึ่งวางจำหน่ายหลังจาก 7 ประเทศแรกเป็นเวลา 1 ปี โดยจะมีขนาดเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาดคือ 1.6 ลิตร และ 2.0 ลิตร ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 779,000 บาท ถึงรุ่นท็อปสุด 1,049,000 บาท ซึ่งรุ่นนี้สร้างปรากฏการณ์การจองมากกว่า 3,000 คัน และต้องรอส่งมอบรถกันข้ามปี กระแสตอบรับดีมาก จนเรียกได้ว่ามาสด้า 3 ฟีเวอร์ ไม่เพียงเท่านั้น มาสด้า 3 ยังเป็นรถสปอร์ตซีดานที่กวาดรางวัลต่าง ๆ มากถึง 32 รางวัลจากทั่วโลก กระแสฟีเวอร์สุด ๆ จนต้องจับจองเป็นเจ้าของสักคันเลยทีเดียว

มาสด้า รุ่นที่ 2 (2545 - 2550)

ในประเทศไทยเหล่าชาวเกมเมอร์หลายท่านคงจะรู้สึกคุ้นเคยกับเจ้ามาสด้า 2 รุ่นที่ 2 เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่ารุ่นนี้จะไม่เป็นที่นิยมอย่างมากนัก สำหรับรุ่นนี้จะใช้ชื่อรุ่นว่า Mazda Demio (DW) อ่านว่า มาสด้า เดมิโอ้ จะมีขนาดเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาดคือ 1.3 ลิตร และ 1.5 ลิตร และต่อมาได้มีการนำ Mazda Demio (DW) มาเปลี่ยนโฉมใหม่อีกครั้งเป็นรุ่น Mazda Demio (DY) แต่ยังคงขนาดเครื่องยนต์ทั้ง 2 ขนาดไว้ คือขนาด 1.3 ลิตร และ 1.5 ลิตรเช่นเดิม หลังจากที่ทางมาสด้าได้มีการพัฒนา Mazda Demio (DW) ใหม่มาแล้ว 1 ครั้ง แต่ก็ยังไม่หยุดที่จะนำมาพัฒนาต่อ จึงได้เกิดเจ้า Mazda Demio (DE) ขึ้นมา

มาสด้า รุ่นที่ 3 (2550 - 2557)

Mazda Demio (DE) ถูกเปิดตัวครั้งแรกในปี 2007 โดยพัฒนาพื้นฐานจากรุ่นเดิมร่วมกับ Ford Fiesta จึงทำให้เจ้ามาสด้า 2 รุ่นนี้มีความโดดเด่น และมีเอกลักษณ์ประจำรุ่นเป็นอย่างมากพร้อมทั้งยังส่งมอบภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์เป็นอย่างมากอีกด้วย

สำหรับมาสด้า 2 รุ่น Mazda Demio (DE) นี้ จะมีรูปลักษณ์ที่ดู Global มากว่ารุ่นที่ผ่านมา ถึงแม้ว่ารูปลักษณ์จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแต่ขนาดเครื่องยนต์ยังคงไว้เท่าเดิมคือ 1.3 ลิตร และ 1.6 ลิตร แต่รุ่นนี้จะมีความพิเศษตรงที่จะมีน้ำมันเชื้อเพลิงให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซล

และถ้าพูดถึง Mazda 2 Skyactiv คนไทยต้องรู้จักเป็นอย่างดีแน่นอน เพราะ Mazda 2 Skyactiv (มาสด้า 2 สกายแอคทีฟ) ค่อนข้างได้รับความนิยมในประเทศไทย เปิดตัวมาพร้อมกับรูปลักษณ์ใหม่จากรุ่นก่อน มาพร้อมสมรรถนะเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 6 แบบสปีด พละกำลังสูงสุด 93 แรงม้า ที่ 5,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสด 123 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมทั้งยังได้รับการการันตีมาตรฐาน EURO 5 ด้านมลพิษ นั่นแสดงว่ารถมาสด้า 2 สกายแอคทีฟ (Mazda 2 Skyactiv) รุ่นนี้นั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน

จุดเด่นของ Mazda 2 Skyactiv (มาสด้า 2 สกายแอคทีฟ)

  1. รูปลักษณ์มีความ Global ดูโดดเด่น และทันสมัยมากกว่ารุ่นเดิม
  2. สมรรถนะการขับขี่คล่องตัว และดีเยี่ยม
  3. ประหยัดน้ำมัน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 23 กิโลเมตรต่อลิตร
  4. ฟังก์ชันความปลอดภัยครบครัน ขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทางแน่นอน
  5. Mazda 2 Skyactiv (มาสด้า 2 สกายแอคทีฟ) รุ่นนี้จะมีความพิเศษกว่ารุ่นอื่น ๆ เพราะมีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซล

มาสด้า รุ่นที่ 4 (2558 – ปัจจุบัน)

Mazda 2 Generation 4 รหัสรุ่น DJ เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2015 โดยเปิดตัวต่อจาก Mazda CX-3 (มาสด้า ซีเอ็กซ์-3) และ Mazda 3 (มาสด้า 3) ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการอีโค่คาร์ เฟส 2
มาสด้า 2 รุ่นปัจจุบันนั้นจะมีขนาดเครื่องยนต์ให้เลือกทั้ง 2 ขนาดด้วยกันคือ ขนาดเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 1.3 ลิตร ตราส่วนการอัด 12.0:1 พละกำลังสูงสุด 93 แรงม้า อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ประมาณ 23.3 กิโลเมตรต่อลิตร และเครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIV-D ขนาด 1.5 ลิตร อัตราส่วนการอัด 14.8:1 พละกำลังสูงสุด 105 แรงม้า อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ประมาณ 26.3 กิโลเมตรต่อลิตร พร้อมทั้งยังคงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเฉลี่ยอยู่ที่ 100 กรัมต่อกิโลเมตร ซึ่งผ่านมาตรฐาน Euro 5 ทั้งหมด และการที่ทางมาสด้านำเครื่องยนต์ดีเซลมาผลิต และจำหน่ายในกลุ่มของรถเก๋งนั้นน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับตลาดรถยนต์มากเลยทีเดียว

New Mazda 2 2024 (มาสด้า 2 2024)

ใหม่มาสด้า 2 ปี 2024 (New Mazda 2 ปี 2024) เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 21 มิถุนายน 2023 ราคาเริ่มต้นเพียง 5xx,xxx บาท สำหรับมาสด้า 2 2024 นี้ได้มีการปรับโฉมใหม่ ไมเนอร์เชนจ์ 2 รุ่นพิเศษอย่างเป็นทางการ เพิ่มเอกลักษณ์ของการเป็นซับคอมแพ็กคาร์อันดับ 1 ในตลาดรถยนต์ พร้อมทั้งมีการปรับรุ่นย่อยให้มากกว่าเดิม โดยเปิดตัวมาทั้งหมด 5 รุ่นย่อย และ 2 รุ่นพิเศษด้วยกันคือ

  •  รุ่น 1.3 C ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 599,000 บาท (เครื่องยนต์เบนซิน)
  • รุ่น 1.3 S ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 680,000 บาท (เครื่องยนต์เบนซิน)
  • รุ่น 1.3 SP ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 730,000 บาท (เครื่องยนต์เบนซิน)
  • รุ่น 1.5 XD ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 720,000 บาท (เครื่องยนต์ดีเซล)
  • รุ่น 1.5 XDL ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 830,000 บาท (เครื่องยนต์ดีเซล)

Mazda 2 รุ่น 1.3 Rookie Drive Sports

Mazda 2 รุ่น 1.3 Clap Pop Sports

New Mazda 2 2024 (มาสด้า 2 2024) 2 รุ่นพิเศษ

  • รุ่น 1.3 Rookie Drive Sports ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 662,000 บาท (จะมีจำหน่ายเฉพาะตัวถัง Hatchback เท่านั้น)
  • รุ่น 1.3 Clap Pop Sports ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 647,000 บาท (จะมีจำหน่ายเฉพาะตัวถัง Hatchback เท่านั้น)

สำหรับเฉดสีจะมีให้เลือกทั้งหมด 9 เฉดสีด้วยกัน จะประกอบไปด้วยเฉดสีเดิมทั้งหมด 7 สี และเฉดสีใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอีก 2 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่

  1. สีแดง โซล เรด คริสตัส (Soul Red Crystal)
  2. สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
  3. สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)
  4. สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
  5. สีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ (Platnum Quartz)
  6. สีเทา โพลีเมทัล เกรย์ (Deep Crystal Blue)
  7. สีน้ำเงิน ดีพ คริสตัส บูล (Deep Crystal Blue)
  8. สีฟ้า แอร์ สตรีม บูล (Air Stream Blue) New Coler ❗❗
  9. สีเทา แอโร เกรย์ (Aero Gray) New Coler ❗❗

การออกแบบรูปลักษณ์ภายนอก Mazda 2 2024 (มาสด้า 2 2024)

สำหรับมาสด้า 2 ใหม่ 2024 รุ่น Hatchback นี้ถูกออกแบบมาให้มีความสปอร์ตด้วยกระจังหน้าแบบ Mesh Grille Design ใหม่ล่าสุด มาพร้อมล้ออัลลอยขนาก 16 นิ้ว เบาะนั่งผู้โดยสารออกแบบด้วยเบาะหุ้มหนังสีดำตัดสลับผ้าแบบ Grand luxe Suede และเย็บตะเข็บด้วยด้ายสีแดงให้ตัดกับเบาะหนังสีดำให้ดูโดดเด่นสะดุดตา ดูสปอร์ตลักซูรี่มากยิ่งขึ้นไปอีก

 อุปกรณ์เสริม และระบบรักษาความปลอดภัย

  1. ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ Advanced SCBS (มีในทุกรุ่นย่อย)
  2. ระบบช่วยประหยัดน้ำมัน i-STOP และ i-ELOOP (มีในทุกรุ่นย่อย)
  3. ระบบควบคุมการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plue (มีในทุกรุ่นย่อย)
  4. ระบบกุญแจรีโมตอัจฉริยะ Smart Keyless Entry
  5. กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 View Monitor
  6. ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS
  7. ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ HBC
  8. ระบบเตือนการชนด้านหน้า และช่วยเบรกอัตโนมัติ SBS
  9. ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC
  10. ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA
Eco Car Phase 2 (อีโค่คาร์ เฟส 2)

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า Eco Car Phase 2 (อีโค่คาร์ เฟส 2) นั้นคืออะไร ประชาชาจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

สำหรับโครงการนี้คือ โครงการที่จัดขึ้นมาเพื่อให้รถอีโค่คาร์ (Eco Car) ได้มีการพัฒนาสเปก, คุณภาพ, สมรรถนะ และทำให้รถอีโค่คาร์ให้เป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ประชาชนได้จับจองเป็นเจ้าของรถอีโค่คาร์ราคาพิเศษอีกด้วย

คุณสมบัติของรถยนต์ที่มีในโครงการอีโค่คาร์ เฟส 2 (Eco Car Phase 2)

  1. เครื่องยนต์เบนซินขนาดไม่เกิน 1,300 ซี
  2. เครื่องยนต์ดีเซลขนาดไม่เกิน 1,500 ซีซี
  3. อัตราการปล่อยก๊าซ CO2 ไม่เกิน 23.25 กิโลเมตรต่อลิตร
  4. ภายในตัวรถต้องติดตั้งระบบ ABS ระบบควบคุมการทรงตัวตรงตามมาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
  5. รถอีโค่คาร์ต้องผ่อนการตรวจมาตรฐาน EURO 5 (ยูโร 5)
มาตรฐาน EURO 5 (ยูโร 5) คืออะไร?

มาตรฐาน EURO 5 (ยูโร 5) ย่อมาจาก EUROPEAN EMISSION STANDARDS คือ การวางมาตรฐานการควบคุมมลพิษจากสหภาพยุโรปที่ได้เริ่มวางมาตรการในการควบคุมมลพิษอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1992 โดยเริ่มจากการบังคับใช้มาตรฐาน EURO 1 (ยูโร 1) จนถึงในปัจจุบันได้บังคับใช้มาจนถึง EURO 7 (ยูโร 7)

จุดเด่นของรถมาสด้า 2 2024 (Mazda 2 2024)

  1. รูปลักษณ์สวย ดีไซน์โฉบฉี่ยว มีความโดดเด่น และมีความสปอร์ตอยู่ในตัว จะผ่านไปกี่ปีรูปลักษณ์ก็ยังดูอยู่ทันสมัย ไม่มีเอ้าท์
  2. สมรรถนะคุ้มค่า ช่วงล่างแน่นหนึบ เหมาะสมกับราคา
  3. ขับขี่ไปไกลแค่ไหนก็ประหยัดน้ำมัน ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าน้ำมัน
  4. ถึงแม้มาสด้า 2 (Mazda 2) จะเป็นรถเก๋งแต่ก็มีเครื่องยนต์น้ำมันเชื้อเพลิงให้เลือกทั้ง 2 เครื่องยนต์ นั่นก็คือ เครื่องยนต์เบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซล
  5. ออปชั่นแน่น เทคโนโลยีจัดเต็ม ทั้งยังมีอัดแน่นมาพร้อมระบบความปลอดภัยแบบครบครัน
ถ้าอยากออกรถมาสด้า 2 (Mazda 2) ควรเริ่มต้นอย่างไรดี?
  • เลือกรถคันที่ใช่ คันที่ชอบ และราคาที่เราสามารถรับได้
  • สอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น รายละเอียดของรถ, เอกสารในการจัดไฟแนนซ์ หรือเงื่อนไขต่างๆ ของไฟแนนซ์ เป็นต้น
    (ใส่ช่องทางการติดต่อสอบถาม)
  • เตรียมเอกสารในการจัดไฟแนนซ์เบื้องต้น เช่น สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน และสลิปเงินเดือน เป็นต้น
  • เดินทางมาทดลองขับรถที่บริษัท หรือวีดีโอคอลเพื่อดูรถกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย
  • เมื่อได้รถคันที่ถูกใจแล้วทำการโอนเงินจองล็อกรถเพื่อรักษาสิทธิ์ในรถคันนั้น
  • เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายจะดำเนินการนัดเจ้าหน้าที่ไฟแนนซ์มาเพื่อเซ็นสัญญาขอสินเชื่อรถมือสองที่บริษัท
  • หากสินเชื่อได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถเดินทางมารับรถได้เลย !!
ความแตกต่างระหว่าง Mazda 2 Sedan กับ Mazda 2 Hatchback แบบไหนน่าซื้อกว่ากัน?

สิ่งแรกที่เราสังเกตเห็นถึงความแตกต่างของ Mazda 2 Sedan และ Mazda 2 Hatchback ได้อย่างเห็นได้ชัดเลยคือเรื่องของรูปลักษณ์¬ตัวถังที่แตกต่างกันออกไป ถ้าเป็นรุ่น Sedan ตัวถังจะเป็นแบบ 4 ประตู ภายในจะมีความโล่งโปร่งน้อยกว่าตัวรุ่น Hatchback ส่วนตัวรุ่น Hatchback ตัวถังจะเป็นแบบ 5 ประตู ภายในจะมีความโล่งโปร่งสบาย มีพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่เยอะกว่า และยังสามารถขนสัมภาระได้มากกว่าเพราะบริเวณห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายจะมีขนาดใหญ่กว่ารูปแบบซีดาน 4 ประตู แต่ถึงจะมีข้อดีมากกว่าแต่มันก็ยังแอบมีข้อเสียอีกนิดนึงคือ ตัวถังแฮทช์แบ็กนั้นภายในของห้องโดยสารกับห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายนั้นจะเชื่อมต่อกัน ซึ่งจะส่งผลให้เวลาที่เราเก็บสิ่งของที่มีกลิ่นไว้บริเวณสัมภาระด้านท้ายนั้น กลิ่นจะเข้ามาสู่บริเวณห้องโดยสารด้านในได้นั่นเอง

ส่วนเรื่องสมรรถนะนั้นแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนัก เพราะขนาดของเครื่องยนต์เท่ากัน พละกำลังสูงสุดของเครื่องยนต์ก็เท่ากัน ส่วนเรื่องสมรรถนะที่จะมีความแตกต่างกันของเครื่องยนต์คือ เครื่องยนต์เบนซิน และเครื่องยนต์เบนซินเท่านั้น หากจะใช้เกณฑ์สมรรถนะมาช่วยในการตัดสินใจอาจจะช่วยได้ไม่มากนัก เพราะฉะนั้นเราอาจจะใช้เกณฑ์อื่นมาประกอบการตัดสินใจน่าจะตอบโจทย์การใช้งานของเรามากกว่า เพื่อให้เราได้รับความคุ้มค่า คุ้มราคามากที่สุด